วัดปู่เปี้ย

ที่ตั้ง
อยู่ห่างจากวัดธาตุขาว(ร้าง) ออกมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีสภาพเป็นวัดร้างที่สิ่งก่อสร้างโดยทั่วไปพังทลายเหลือหลักฐานเฉพาะในส่วนฐานตอนล่าง ยกเว้นพระเจดีย์ที่ยังคงรูปทรงส่วนใหญ่อยู่ สภาพแวดล้อมโดยรอบเป็นสวนลำไยของเอกชน และบ้านเรือนเขตที่อยู่อาศัยตั้งอยู่ห่างออกมา ด้านตะวันตกของวัดติดแนวลำเหมืองทราย และถนนบุญรักษ์สายใหม่ ด้านเหนือของวัดเป็นแนวถนนที่เจ้าของที่ดินถวายให้ไว้เป็นสมบัติพระพุทธศาสนา เรียกว่าถนนจันทร์ดีอุทิศ ที่สามารถเดินทางต่อไปยังวัดอีค่าง (ร้าง) ทางตะวันออก เชื่อมกับถนนสายหลักของหมู่บ้าน

ประวัติความสำคัญ
ไม่ปรากฏหลักฐานด้านเอกสารใดๆ กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของวัดนี้ แต่สันนิษฐานว่าคงได้สร้างมาแล้วตั้งแต่ในสมัยที่เวียงกุมกามเป็นราชธานี (พ.ศ.๑๘๒๙-๑๘๓๘) และร่วมสมัยเอกราชของแคว้นล้านนา (พ.ศ.๑๘๓๙-๒๑๐๑) ในระยะหลังมา ความสำคัญของวัดนี้ในปัจจุบันอยู่ที่รูปแบบผังการก่อสร้างวัด และรูปแบบเจดีย์ประธานทรงมณฑปมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ วิหารสร้างยกพื้นสูง และอุโบสถที่ปรากฏหลักฐานหลักสีมาหินทรายสีแดงทรงแท่งกลม ชื่อวัดปู่เปี้ย เป็นชื่อที่เรียกกันในชั้นหลัง จากการที่เวียงกุมกามได้ร้าง ภายหลังจากที่เวียงร้างแล้วได้เกิดอุทกภัยใหญ่ ที่น้ำได้พัดพาเอาตะกอนดินและกรวดทรายมาทับถม อันมีผลทำให้แนวแม่น้ำปิงเปลี่ยนเส้นทางการไหลในเวลาต่อมา จนเมื่อได้มีผู้คนอพยพเข้ามาอาศัยตั้งบ้านเรือนในเขตนี้ระยะหลัง ขณะที่วัดได้ร้างลงไปหมดแล้ว ที่บริเวณวัดนี้แต่เดิมคงมีบ้านของชายชราร่างเล็ก (ที่คำในภาษาท้องถิ่นเรียกว่า ปู่เปี้ย) หรือในละแวกวัดนี้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านชื่อเปี้ย  จึงเรียกชื่อวัดตามชื่อคนสืบต่อกันมา

ผังรูปแบบการก่อสร้างวัด
ตัววัดสร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันออกตามคติดั้งเดิม โดยมีสิ่งก่อสร้างต่างๆที่เป็นโบราณสถานของวัดประกอบด้วย เจดีย์ประธาน ที่ตั้งอยู่ด้านหลังพระ วิหาร พระอุโบสถ ตั้งอยู่ใกล้วิหารด้านเหนือ ด้านหน้าอุโบสถเยื้องไปทางทิศเหนือเล็กน้อยเป็นที่ตั้งของ กู่ (เจดีย์ราย) ที่เหลือเฉพาะส่วนฐานทรง ๘ เหลี่ยม และแท่นบูชาที่ใช้วางขันข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียน

ลักษณะทางศิลปะสถาปัตยกรรม
เจดีย์ประธานเป็นรูปทรงมณฑป สร้างก่ออิฐสอดินฉาบผิวด้วยปูนขาว โครงสร้างขององค์เจดีย์ก่ออิฐตันเต็มพื้นที่ (ยกเว้นส่วนห้องกรุ) โดยส่วนองค์เจดีย์ตั้งอยู่บนฐานลานปทักษิณ มีทางขึ้นที่มุมทิศตะวันออกเฉียงใต้หลังพระวิหาร ส่วนฐานล่างเจดีย์เป็นแบบเขียงสี่เหลี่ยม ชั้นหน้ากระดาน  และชั้นปัทม์ย่อเก็จ ๒ ตอน ๒ ชั้น ส่วนของห้องมณฑปทำย่อเก็จล้อจากตอนล่างขึ้นไป  ตอนกลางของแต่ละด้านประดิษฐานซุ้มพระพุทธรูปที่ตกแต่งลวดลายปูนปั้นในส่วนต่างๆ ส่วนเครื่องยอดเป็นแบบทรงระฆังบนชั้นมาลัยเถาสูงแบบปัทม์ท้องไม้ ๘ เหลี่ยม ส่วนเหนือขึ้นไปที่เป็นบัลลังก์ ก้านฉัตร ปล้องไฉน และปลียอดนั้นชำรุดและหมดสภาพไม่เหลือหลักฐาน  วิหาร สร้างยกพื้นแบบเขียงสี่เหลี่ยมสูง ปรากฏร่องรอยหลักฐานการสร้างทับซ้อนกันสองสมัย  กล่าวคือ ในระยะสมัยแรก เป็นวิหารขนาดเล็กที่เป็นแนวการก่อเรียงอิฐและโครงสร้างของเสาที่อยู่ภายใน สมัยที่สอง เป็นการขยายขนาดวิหารให้กว้างและยาวออกไปทางตอนหน้า  โครงสร้างเสาแบบ  ๒   คู่ คือคู่กลางที่รองรับส่วนแนวในส่วนหน้าจั่ว และคู่ริมที่รองรับส่วนชายคาปีกนกทั้ง ๒ ข้าง เป็นวิหารแบบโถง มีบันไดทางขึ้นปรากฏเฉพาะทางด้านหน้าตอนกลาง ที่ตัวราวบันไดเป็นรูปหางวัน  อุโบสถ สร้างก่ออิฐสอดินฉาบปูนขาว แบบยกพื้นเตี้ย ลานระเบียงที่กำแพงแก้วตก แต่งลายช่องปรุเป็นรูปกากบาท และมีหลักสีมาหินทรายสีแดงทรงแท่งกลมปักไว้โดยรอบ ตัวพระอุโบสถขนาดค่อนข้างเล็ก สร้างยกพื้นฐานเตี้ยย่อเก็จทางด้านหน้า ๒ ชั้น และด้านหลัง ๑ ชั้น  บันไดทางขึ้นปรากฏทางด้านหน้าทิศตะวันออกเช่นเดียวกัน ไม่ปรากฏโครงสร้างเสา ผนังก่ออิฐ ที่น่าจะใช้เป็นส่วนรับน้ำหนักของเครื่องหลังคาด้วย แท่นแก้ว(ฐานชุกชี)พระประธานที่อยู่ด้านหลังซึ่งไม่เหลือหลักฐานขององค์พระประธาน ,กู่ (เจดีย์ราย-บรรจุกระดูก/อัฐิผู้อุปถัมภ์หรือพระสงฆ์รูปสำคัญ) สภาพหลังการขุดแต่ง พบลักษณะร่องรอยถูกขุดเป็นหลุมตอนกลาง คงเหลือหลักฐานเฉพาะส่วนฐาน แบบปัทม์ก่ออิฐสอดินรูปทรง ๘ เหลี่ยม มีส่วนกำแพงระเบียงเหนือขึ้นมาที่ตกแต่งลายช่องปรุเป็นรูปกากบาทส่วนขององค์เจดีย์(กู่)พังทลายไม่เหลือหลักฐาน และแท่นบูชา ลักษณะเป็นแบบฐานปัทม์สี่เหลี่ยมผืนผ้าก่ออิฐสอดิน มีส่วนท้องไม้ประดับลูกแก้วอกไก่เดี่ยว
ส่วนห้องมณฑปพระเจดีย์ประธาน วัดปู่เปี้ย ตกแต่งลวดลายปูนปั้นที่กรอบซุ้ม รวมถึงส่วนตอนบน(บัวคอเสื้อ)และตอนล่าง(บัวเชิง)


ข้อมูลจากหนังสือ "นำชมโบราณสถาน เวียงกุมกาม: ราชธานีแรกเริ่มของล้านนา"
โดย นายไกรสิน อุ่นใจจินต์
นักโบราณคดีชำนาญการพิเศษ
หัวหน้ากลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ ๘ เชียงใหม่
กรมศิลปากร

Facebook Twitter Google Email

SOCIAL SHARE!